ม้าเป็นสัตว์ที่จัดว่าเป็นสากล เราจะพบว่าประเทศที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมักจะมีม้าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง เนื่องจากในสมัยโบราณนิยมใช้ม้าเป็นพาหนะในการทำสงคราม แม้กระทั่งในกองทัพไทย เราก็จะพบว่ามีทั้งทัพช้างและทัพม้า แต่ปัจจุบันเมื่อโลกได้ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม เครื่องจักรต่างๆก็ได้เข้ามาแทนที่ความยิ่งใหญ่ของของสัตว์เหล่านี้ไปจนหมดสิ้น สำหรับประเทศไทยนั้น เนื่องจากการพัฒนาของสังคมสมัยใหม่ ประชากรนิยมอาศัยอยู่ในตัวเมืองและบริเวณบ้านจากเดิมที่เคยมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์อยู่ติดๆกับข้างบ้านด้วยก็ลดขนาดลงเหลือเพียงตัวบ้านอย่างเดียว ส่งผลให้ปริมาณของคนที่นิยมเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว หากกล่าวสำหรับม้าแล้ว เราจะพบว่ามีเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ยังนิยมเลี้ยงม้าแข่ง และม้ากีฬาบางประเภท เพื่อใช้ในการแข่งขัน แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็กระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น
ในบรรดาผู้เลี้ยงม้าในประเทศไทย หากต้องการแบ่งกลุ่มก็สามารถแบ่งออกได้เพียงสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มบน หรือกลุ่มผู้เลี้ยงม้าที่มีฐานะดี มีทุนทรัพย์ สามารถซื้อม้ามาเพาะเลี้ยงเองได้ มีการสร้างโรงเรือนเลี้ยง มีการฝึกม้าในลักษณะของฟาร์มอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็มีปริมาณของฟาร์มไม่มากนัก และอีกกลุ่มคือกลุ่มล่าง หรือกลุ่มของผู้เลี้ยงม้าในระดับเกษตรกรทั่วไป ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ลักษณะของกลุ่มหลังคือเลี้ยงม้าเพื่อสันทนาการ เอาไว้ขี่เล่น หรือเพื่อเอาไว้ดูสวยงาม ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนของทั้งสองกลุ่มนี้นอกจากจะเป็นเรื่องของเงินทุนแล้ว ปัจจัยหลักอีกประการ คือ สายพันธุ์ม้า
กลุ่มบนหรือฝ่ายแรกมักจะมีพันธุ์ม้าที่ดีและส่วนใหญ่มักนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นม้าของคนกลุ่มนี้จึงมีรูปร่างสูงใหญ่มีความสมบูรณ์สวยงาม และส่วนสูงเมื่อโตเต็มที่อาจสูงถึง 170 ซม. และที่สำคัญม้าเหล่านี้มีการบันทึกสายพันธุ์ประวัติที่ชัดเจน (Stud Book Record) แต่ข้อด้อยของคนกลุ่มนี้คือ ม้าเหล่านี้มักมีราคาแพง อีกทั้งกรรมวิธีการเลี้ยง การฝึก ทุกอย่างจะต้องประคบประหงม และส่วนใหญ่จะยึดเอาตามตำราของเมืองนอก ไม่ค่อยพบว่ามีการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทยเข้าผสมผสานมากนัก
กลุ่มล่างหรือฝ่ายหลังนั้นมีเพียงม้าพันธุ์พื้นเมืองที่เรียกกันในเชิงตลกขบขันว่า “ ม้าแกลบ ” เนื่องจากเป็นม้าที่มีขนาดเล็ก ความสูงไม่เกิน 130 ซม. เวลาขี่ขาแทบลากพื้น ที่สำคัญคือ ไม่เคยมีผู้ใดที่บันทึกสายพันธุ์ม้าคู่บ้านคู่เมืองเหล่านี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะเลย สำหรับการเลี้ยงดูก็เพียงมีเชือกล่าม หรือผูกไว้ข้างเรือนชานให้ม้าพอมีหญ้าให้ประทังชีวิตก็จัดว่าดีมากแล้ว การพัฒนาสายพันธุ์ก็ตามมีตามเกิด หากจะดีสักหน่อยก็เพียงเสาะหาพ่อพันธุ์ม้าที่ขายทิ้งออกมาจากฟาร์มใหญ่ หรือจากการผสมพันธุ์โดยบังเอิญจากพ่อม้าพันธุ์ดีของหน่วยราชการใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น ม้าในแถบจังหวัด ราชบุรี นครปฐม ไล่ไปถึงชะอำ และหัวหิน ที่สำคัญคือ คนกลุ่มนี้มีความเห็นว่าจุดเด่นของความทรหดอดทนของม้าไทยเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
เรื่องราวของคนและม้าทั้งสองกลุ่มนี้เท่าที่ผ่านมานั้นสามารถพูดได้ว่าเป็นเส้นขนาน หรือพูดง่ายๆว่าไม่มีทางมาพบกันได้เลย เนื่องจากฝ่ายแรกหรือกลุ่มบนนั้นเชื่อว่า การที่จะได้ม้าสายพันธุ์ดี ควรจะคัดเลือกมาจากม้าดีราคาแพงเท่านั้น ห้ามมิให้ผสมปนเปมั่วสายพันธุ์จนกลายเป็นม้าไม่มีสกุลหรือที่เรียกว่า “ ม้าค็อกเทล” ในขณะที่กลุ่มล่างนั้นก็คิดว่า หากต้องการม้าขี่เล่น ที่ไม่ต้องถึงกับเป็นม้าแข่งระดับชาติ ทำไมจะต้องเสียเงินทองตั้งมากมาย สู้ค่อยๆคัดเลือกสายพันธุ์กันเองแบบพอเพียงค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ลองผิดลองถูกมาทั้งสองแนวทางของ น.อ. กิตติพงษ์ พุ่มสร้าง ร.น. (ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ) ผู้ซึ่งมีความใฝ่ฝันที่ต้องการเลี้ยงม้าตั้งแต่จำความได้ ก่อนหน้านี้ย้อนหลังไปเกือบสิบปี เป็นผู้ได้นำม้ามาทดลองเลี้ยงม้าในสวนยางพาราที่มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ที่ จ. ชุมพร ในระยะแรกก็ต้องต่อสู้กับแนวความคิดเก่าที่ว่า ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ในแปลงยางพารา เพราะจะสร้างความเสียหายแก่ต้นยาง แต่ภายหลังการลองผิดลองถูกสักระยะหนึ่งในที่สุดก็พบว่าสามารถทำให้ม้าอาศัยอยู่ในสวนยางพาราได้ในลักษณะน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า กล่าวคือ ม้าที่เลี้ยงไว้ จะกินใบยางและลูกยางที่ร่วงหล่นโคนต้น หลังจากนั้นม้าจะคืนกำไรให้โดยการถ่ายมูลเป็นปุ๋ยธรรมชาติ กลับคืนให้แก่ต้นยาง
ม้าที่ น.อ. กิตติพงษ์ นำมาเลี้ยงในระยะแรกคือลูกม้าเพศเมียที่เป็นลูกผสมระหว่างม้าแข่งกับแม่ม้าไทยจำนวน 2 ตัว ในระยะแรกเลี้ยงแบบปล่อยอิสระและมีการฝึกม้าเล็กๆน้อยๆ ให้เขาพอรู้จักเชือก หรือบังเหียน แต่ภายหลังเริ่มติดใจมากขึ้นเพราะม้ามีนิสัยขี้ประจบไม่แพ้สุนัข ทำให้เจ้าตัวอยากได้ม้าที่มีสายเลือดดีๆ มาเลี้ยงบ้าง หลังจากนั้นจึงหาซื้อแม่ม้าแข่งที่ปลดระวางแล้วมาเลี้ยงอีก 2 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปได้ประมาณ 2-3 ปี ปรากฏว่า ม้าไทยลูกผสมโตขึ้นพร้อมผสมพันธุ์ แต่แม่ม้าแข่งตายหมด จึงทำให้ความหวังที่จะได้ม้าแข่งสายเลือดสูงๆ ต้องสลายไป
ภายหลังจากแม่ม้าลูกผสมโตขึ้น น.อ. กิตติพงษ์ ฯ จึงคัดเลือกพ่อม้าลูกผสมควอเตอร์ฮอร์สชื่อเจ้าเบิ้มอายุ 4 ปี ส่วนสูงประมาณ 153 ซม. (ประมาณ 15 แฮนด์) มาเป็นพ่อพันธุ์ สำหรับการคัดเลือกนั้น น.อ. กิตติพงษ์ ฯ จะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวดูรูปทรง (Conformation) ของม้าเป็นอันดับแรก ถัดมาคือนิสัย ต้องไม่ดุ เตะ กัด หรือทำอันตรายผู้เลี้ยง ที่สำคัญคือเจ้าเบิ้มเวลาขี่หลังจะนิ่มนวลน่าขี่เป็นอย่างยิ่ง และในการคัดเลือกพ่อม้านั้นเขาก็มีข้อเสนอแนะว่าถ้ามีใครมาแนะนำให้ซื้อพ่อม้าสายเลือดดี แต่หากรูปทรงไม่ได้มาตรฐาน เช่น ตูดลีบ ขาโก่ง หรือรูปร่างผิดสัดส่วนอย่างชัดเจน รวมทั้งนิสัยไม่ดี ก็ไม่ควรใช้เป็นพ่อม้าแม้ว่าสายเลือดจะดีเพียงใดก็ตาม
ภายหลังจากการลองผิดลองถูกในการเลี้ยงม้าในสวนยางพาราในแนวทดลองมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี น.อ. กิตติพงษ์ ฯ ก็พบว่าในสวนยางของตนเองมีปริมาณลูกม้าเยอะขึ้นมากจึงเริ่มเปิดจำหน่ายออก เพราะไม่ต้องการให้เป็นภาระผู้เลี้ยงจนเกินควร ความหวังอีกประการคือต้องการแบ่งปันลูกม้าให้สมาชิกท่านอื่นนำไปเลี้ยงเพื่อให้เกิดกิจกรรมเลี้ยงม้าขี่เล่นหรือเพื่อสันทนาการให้ขยายตัวในวงกว้าง และกลุ่มที่มาขอซื้อม้าไปเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่มีสวนยางพารา สวนปาล์มหรือเกษตรกรกลุ่มที่ชอบเลี้ยงวัวประเภทสวยงาม คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินต่างจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างขวางเหมาะต่อการเลี้ยงม้า และม้าที่คนกลุ่มนี้ต้องการเลี้ยงนั้นมีข้อแม้ว่าควรมีความอดทนและไม่ต้องการการประคบประหงมมากนัก สิ่งที่น่าสังเกตคือคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและมีปริมาณเยอะที่สุดในประเทศ และเมื่อจัดกลุ่มแล้วก็พบว่าคนเหล่านี้คือกลุ่มตรงกลางที่จะมาแทรกช่องว่างระหว่างกลุ่มบนและกลุ่มล่างดังที่กล่าวมาแล้วในขั้นต้น