ThaiPony.com : A Horse with Thai Style

Founded in 2000

 
Google
 

บทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร “ Petmania Magazine”

ThaiPony.com : A horse with Thai Style
ไทยโพนี่ต้นตำหรับฟาร์มเลี้ยงม้าในสวนยางพารา

     ม้าเป็นสัตว์ที่จัดว่าเป็นสากล  เราจะพบว่าประเทศที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมักจะมีม้าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง เนื่องจากในสมัยโบราณนิยมใช้ม้าเป็นพาหนะในการทำสงคราม แม้กระทั่งในกองทัพไทย เราก็จะพบว่ามีทั้งทัพช้างและทัพม้า แต่ปัจจุบันเมื่อโลกได้ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม เครื่องจักรต่างๆก็ได้เข้ามาแทนที่ความยิ่งใหญ่ของของสัตว์เหล่านี้ไปจนหมดสิ้น สำหรับประเทศไทยนั้น เนื่องจากการพัฒนาของสังคมสมัยใหม่ ประชากรนิยมอาศัยอยู่ในตัวเมืองและบริเวณบ้านจากเดิมที่เคยมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์อยู่ติดๆกับข้างบ้านด้วยก็ลดขนาดลงเหลือเพียงตัวบ้านอย่างเดียว ส่งผลให้ปริมาณของคนที่นิยมเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว หากกล่าวสำหรับม้าแล้ว เราจะพบว่ามีเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ยังนิยมเลี้ยงม้าแข่ง และม้ากีฬาบางประเภท เพื่อใช้ในการแข่งขัน แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็กระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น
ในบรรดาผู้เลี้ยงม้าในประเทศไทย หากต้องการแบ่งกลุ่มก็สามารถแบ่งออกได้เพียงสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มบน หรือกลุ่มผู้เลี้ยงม้าที่มีฐานะดี มีทุนทรัพย์ สามารถซื้อม้ามาเพาะเลี้ยงเองได้  มีการสร้างโรงเรือนเลี้ยง มีการฝึกม้าในลักษณะของฟาร์มอย่างเต็มรูปแบบ  แต่ก็มีปริมาณของฟาร์มไม่มากนัก และอีกกลุ่มคือกลุ่มล่าง หรือกลุ่มของผู้เลี้ยงม้าในระดับเกษตรกรทั่วไป ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ลักษณะของกลุ่มหลังคือเลี้ยงม้าเพื่อสันทนาการ เอาไว้ขี่เล่น หรือเพื่อเอาไว้ดูสวยงาม   ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนของทั้งสองกลุ่มนี้นอกจากจะเป็นเรื่องของเงินทุนแล้ว ปัจจัยหลักอีกประการ คือ สายพันธุ์ม้า
กลุ่มบนหรือฝ่ายแรกมักจะมีพันธุ์ม้าที่ดีและส่วนใหญ่มักนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นม้าของคนกลุ่มนี้จึงมีรูปร่างสูงใหญ่มีความสมบูรณ์สวยงาม และส่วนสูงเมื่อโตเต็มที่อาจสูงถึง 170 ซม.  และที่สำคัญม้าเหล่านี้มีการบันทึกสายพันธุ์ประวัติที่ชัดเจน (Stud Book Record)   แต่ข้อด้อยของคนกลุ่มนี้คือ ม้าเหล่านี้มักมีราคาแพง อีกทั้งกรรมวิธีการเลี้ยง การฝึก ทุกอย่างจะต้องประคบประหงม และส่วนใหญ่จะยึดเอาตามตำราของเมืองนอก ไม่ค่อยพบว่ามีการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทยเข้าผสมผสานมากนัก
กลุ่มล่างหรือฝ่ายหลังนั้นมีเพียงม้าพันธุ์พื้นเมืองที่เรียกกันในเชิงตลกขบขันว่า “ ม้าแกลบ ” เนื่องจากเป็นม้าที่มีขนาดเล็ก ความสูงไม่เกิน 130 ซม. เวลาขี่ขาแทบลากพื้น ที่สำคัญคือ ไม่เคยมีผู้ใดที่บันทึกสายพันธุ์ม้าคู่บ้านคู่เมืองเหล่านี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะเลย สำหรับการเลี้ยงดูก็เพียงมีเชือกล่าม หรือผูกไว้ข้างเรือนชานให้ม้าพอมีหญ้าให้ประทังชีวิตก็จัดว่าดีมากแล้ว  การพัฒนาสายพันธุ์ก็ตามมีตามเกิด หากจะดีสักหน่อยก็เพียงเสาะหาพ่อพันธุ์ม้าที่ขายทิ้งออกมาจากฟาร์มใหญ่ หรือจากการผสมพันธุ์โดยบังเอิญจากพ่อม้าพันธุ์ดีของหน่วยราชการใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น ม้าในแถบจังหวัด ราชบุรี นครปฐม ไล่ไปถึงชะอำ และหัวหิน ที่สำคัญคือ คนกลุ่มนี้มีความเห็นว่าจุดเด่นของความทรหดอดทนของม้าไทยเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด

เรื่องราวของคนและม้าทั้งสองกลุ่มนี้เท่าที่ผ่านมานั้นสามารถพูดได้ว่าเป็นเส้นขนาน หรือพูดง่ายๆว่าไม่มีทางมาพบกันได้เลย เนื่องจากฝ่ายแรกหรือกลุ่มบนนั้นเชื่อว่า การที่จะได้ม้าสายพันธุ์ดี ควรจะคัดเลือกมาจากม้าดีราคาแพงเท่านั้น ห้ามมิให้ผสมปนเปมั่วสายพันธุ์จนกลายเป็นม้าไม่มีสกุลหรือที่เรียกว่า “ ม้าค็อกเทล”  ในขณะที่กลุ่มล่างนั้นก็คิดว่า หากต้องการม้าขี่เล่น ที่ไม่ต้องถึงกับเป็นม้าแข่งระดับชาติ ทำไมจะต้องเสียเงินทองตั้งมากมาย สู้ค่อยๆคัดเลือกสายพันธุ์กันเองแบบพอเพียงค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ลองผิดลองถูกมาทั้งสองแนวทางของ น.อ. กิตติพงษ์ พุ่มสร้าง ร.น. (ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ) ผู้ซึ่งมีความใฝ่ฝันที่ต้องการเลี้ยงม้าตั้งแต่จำความได้ ก่อนหน้านี้ย้อนหลังไปเกือบสิบปี เป็นผู้ได้นำม้ามาทดลองเลี้ยงม้าในสวนยางพาราที่มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ที่ จ. ชุมพร  ในระยะแรกก็ต้องต่อสู้กับแนวความคิดเก่าที่ว่า ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ในแปลงยางพารา เพราะจะสร้างความเสียหายแก่ต้นยาง   แต่ภายหลังการลองผิดลองถูกสักระยะหนึ่งในที่สุดก็พบว่าสามารถทำให้ม้าอาศัยอยู่ในสวนยางพาราได้ในลักษณะน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า กล่าวคือ ม้าที่เลี้ยงไว้ จะกินใบยางและลูกยางที่ร่วงหล่นโคนต้น หลังจากนั้นม้าจะคืนกำไรให้โดยการถ่ายมูลเป็นปุ๋ยธรรมชาติ กลับคืนให้แก่ต้นยาง  
ม้าที่ น.อ. กิตติพงษ์ นำมาเลี้ยงในระยะแรกคือลูกม้าเพศเมียที่เป็นลูกผสมระหว่างม้าแข่งกับแม่ม้าไทยจำนวน 2 ตัว ในระยะแรกเลี้ยงแบบปล่อยอิสระและมีการฝึกม้าเล็กๆน้อยๆ ให้เขาพอรู้จักเชือก หรือบังเหียน แต่ภายหลังเริ่มติดใจมากขึ้นเพราะม้ามีนิสัยขี้ประจบไม่แพ้สุนัข ทำให้เจ้าตัวอยากได้ม้าที่มีสายเลือดดีๆ มาเลี้ยงบ้าง หลังจากนั้นจึงหาซื้อแม่ม้าแข่งที่ปลดระวางแล้วมาเลี้ยงอีก 2 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปได้ประมาณ 2-3 ปี  ปรากฏว่า ม้าไทยลูกผสมโตขึ้นพร้อมผสมพันธุ์ แต่แม่ม้าแข่งตายหมด  จึงทำให้ความหวังที่จะได้ม้าแข่งสายเลือดสูงๆ ต้องสลายไป 
ภายหลังจากแม่ม้าลูกผสมโตขึ้น น.อ. กิตติพงษ์ ฯ จึงคัดเลือกพ่อม้าลูกผสมควอเตอร์ฮอร์สชื่อเจ้าเบิ้มอายุ 4 ปี ส่วนสูงประมาณ 153 ซม. (ประมาณ 15 แฮนด์) มาเป็นพ่อพันธุ์   สำหรับการคัดเลือกนั้น น.อ. กิตติพงษ์ ฯ จะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวดูรูปทรง (Conformation) ของม้าเป็นอันดับแรก ถัดมาคือนิสัย ต้องไม่ดุ เตะ กัด  หรือทำอันตรายผู้เลี้ยง ที่สำคัญคือเจ้าเบิ้มเวลาขี่หลังจะนิ่มนวลน่าขี่เป็นอย่างยิ่ง และในการคัดเลือกพ่อม้านั้นเขาก็มีข้อเสนอแนะว่าถ้ามีใครมาแนะนำให้ซื้อพ่อม้าสายเลือดดี แต่หากรูปทรงไม่ได้มาตรฐาน เช่น ตูดลีบ ขาโก่ง หรือรูปร่างผิดสัดส่วนอย่างชัดเจน รวมทั้งนิสัยไม่ดี  ก็ไม่ควรใช้เป็นพ่อม้าแม้ว่าสายเลือดจะดีเพียงใดก็ตาม
ภายหลังจากการลองผิดลองถูกในการเลี้ยงม้าในสวนยางพาราในแนวทดลองมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี น.อ. กิตติพงษ์ ฯ ก็พบว่าในสวนยางของตนเองมีปริมาณลูกม้าเยอะขึ้นมากจึงเริ่มเปิดจำหน่ายออก เพราะไม่ต้องการให้เป็นภาระผู้เลี้ยงจนเกินควร ความหวังอีกประการคือต้องการแบ่งปันลูกม้าให้สมาชิกท่านอื่นนำไปเลี้ยงเพื่อให้เกิดกิจกรรมเลี้ยงม้าขี่เล่นหรือเพื่อสันทนาการให้ขยายตัวในวงกว้าง และกลุ่มที่มาขอซื้อม้าไปเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่มีสวนยางพารา  สวนปาล์มหรือเกษตรกรกลุ่มที่ชอบเลี้ยงวัวประเภทสวยงาม คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินต่างจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างขวางเหมาะต่อการเลี้ยงม้า และม้าที่คนกลุ่มนี้ต้องการเลี้ยงนั้นมีข้อแม้ว่าควรมีความอดทนและไม่ต้องการการประคบประหงมมากนัก สิ่งที่น่าสังเกตคือคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและมีปริมาณเยอะที่สุดในประเทศ   และเมื่อจัดกลุ่มแล้วก็พบว่าคนเหล่านี้คือกลุ่มตรงกลางที่จะมาแทรกช่องว่างระหว่างกลุ่มบนและกลุ่มล่างดังที่กล่าวมาแล้วในขั้นต้น

     อุปสรรคเท่าที่ผ่านมาคือแรงเสียดทานจากความเชื่อที่บอกต่อกันมา เช่น ความเชื่อที่ว่าม้าไทยมีจุดอ่อนเยอะ พัฒนาไปก็ไม่ถึงไหน อาจมีเชื้อโรคขาอ่อน หรือโรคอื่นๆบ้าง แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้   เมื่อพูดกันไปเรื่อยๆ ทำให้คนที่ไม่รู้เกิดความหวาดกลัวไม่กล้าเริ่มต้นเลี้ยงม้า  ดังนั้น  ฟาร์มม้าไทยโพนี่จึงหันมาใช้การเผยแพร่ผลงานผ่านทางใช้เว็บไซต์โดยลงรูปลูกม้าที่เป็นผลงานจริงให้ดู เมื่อมีลูกม้าเกิดใหม่ก็ลงวันที่เกิดพร้อมภาพ รวมทั้งภาพของพ่อม้าและแม่ม้า นอกจากนี้ยังรวบรวมกิจกรรมของฟาร์มอื่นๆ ที่มีแนวความคิดคล้ายกันมาเป็นเผยแพร่เป็นพันธมิตร การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้ช่วยขจัดปัญหาการหลอกลวงเรื่องอายุของลูกม้าแล้ว ยังช่วยลดสถิติการหลอกขายม้าโดยการกุประวัติม้าขึ้นมาเองอย่างได้ผลเป็นรูปธรรม

อุปสรรคประการถัดมาคือกระแสที่ว่าคงทำได้ไม่เท่าไร เพราะม้าไทยตั้งราคาสูงเกินจริง บ้างก็แนะนำให้ไปดูม้าฟาร์มที่บอกว่ามีสายเลือดดีๆ จะดีกว่าเพาะพันธุ์เอง  สำหรับในเรื่องนี้ ทางฟาร์มเสนอแนะว่า ยังมีสมาชิกจำนวนมากให้ความเชื่อถือแนวทางของฟาร์มไทยโพนี่ที่มีผลงานเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ ไม่ใช่อ้างอิงแต่เพียงในตำราเพียงอย่างเดียว  นอกจากนี้แล้วยังพบว่าการเลี้ยงม้าในสวนเกษตรในแบบที่ไทยโพนี่ดำเนินการอยู่นั้น น่าจะเป็นหนทางในการหารายได้เสริมให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่มีฐานะธรรมดาถึงปานกลางได้เป็นอย่างดี

ในระยะ 2-3 ปี หลังนี้ กระแสการเลี้ยงม้าเพื่อการกีฬาได้มีการตื่นตัวกันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการขี่ม้าประเภทเอ็นดูร๊านซ์ (Endurance)  หรือก็คือการขี่ม้าข้ามภูมิประเทศ สำหรับการแข่งขันจะเน้นสำหรับม้าที่เข้าเส้นชัยในสภาพสมบูรณ์ที่สุด และทำเวลาได้น้อยที่สุด ระยะทางที่แข่งประมาณ 20-60 กิโลเมตร และผลการแข่งก็ชี้ออกมาหลายสนามว่าม้าไทยลูกผสมที่มีส่วนสูงประมาณ 135-145 ซม. เข้าเส้นชัยอยู่บ่อยครั้ง  จึงเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า ม้าพันธุ์ดี  หากได้ผสมผสานกับความทรหดอดทนของม้าพื้นเมืองตามสภาพภูมิประเทศยิ่งทำให้เราได้ม้าสายพันธุ์ที่เหมาะกับบ้านเราเอง ดังนั้น ม้าที่เกิดในฟาร์มไทยโพนี่ระยะหลังแม้จะมีส่วนผสมของม้าสามสายเลือดหลัก คือ สายพันธุ์เธอร์รัพเบรต สายพันธุ์ควอเตอร์ฮอร์ส และสายพันธุ์ไทยจึงอนุโลมเรียกให้ง่ายและกระชับว่าเป็นม้าสายพันธุ์ไทยโพนี่ไปเลย
     ภายหลังจากที่ได้ผลิตลูกม้าพันธุ์ไทยโพนี่ออกมาแล้วประมาณสอง-สามรุ่น ทางฟาร์มกำลังเปลี่ยนพ่อม้าตัวใหม่เป็นม้าด่าง  ชื่อ องอาจ ที่อายุปัจจุบันประมาณ 2 ปี 6  เดือน (มกราคม  พ.ศ. 2551) องอาจเป็นม้าด่าง (Paint Horse) ส่วนสูงปัจจุบันกว่า 140 ซม. และคาดว่าโตเต็มที่น่าจะสูงไม่น้อยกว่า 150 ซม. การเปลี่ยนพ่อม้าก็เพื่อเป็นการสับเปลี่ยนมิให้ม้าผสมกันเองในฝูง อีกทั้งเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องเลือดชิด สำหรับในอนาคต  ทางฟาร์มกำลังนำแม่ม้าขาวที่มีความสูงไม่น้อยกว่า 140 ซม.ไปผสมกับพ่อม้าขาวพันธุ์ดี  เพื่อผลิตลูกม้าที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ม้าสีขาวในอนาคตให้มีความสูงไม่ต่ำกว่า 155 ซม. และหลังจากนี้จะรักษาสายพันธุ์และความสูงให้นิ่งเพื่อเป็นสายพันธุ์ ไทยโพนี่ที่สมบูรณ์ต่อไปในอนาคต
 





 
2008 © copyright. Thaipony.com All Rights Reserve.